ค้นหาบล็อกนี้

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560

ภาคผนวก

ภาคผนวก





๙๒












๙๓
บรรณานุกรม

นางสาวรัตนาพร ทะอิน./ “การพัฒนาการอ่านและเขียนสะกดคำโดยใช้บันไดทักษะ ๔ ขั้น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ ๑ โรงเรียนบ้านแม่แจ๊ะ  จังหวัดแม่ฮ่องสอน .”/ รายงานการพัฒนาผู้เรียน. / คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ,กันยายน ๒๕๕๘ .
                ยืนยง ราชวงษ์ และคนอื่นๆ . การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์การอ่านออกเขียนได้สําหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ ๑ ของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต ๑. / รายงานพัฒนาผู้เรียน. / สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,๒๕๕๑.
                อรรถสิทธิ์ รัตนแคล้ว. / “การศึกษาผลของการใช้กระบวนการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานราธิวาส เขต ๑.” / รายงานวิจัยในชั้นเรียน. / สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษานราธิวาส เขต ๑, ๒๕๕๕.
                นางอ่าทอง บุญเสริม . / “การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบรบือ. ” / รายงานวิจัยในชั้นเรียน. / โรงเรียนบรบือ  อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม สำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขต ๒๖,๒๕๕๖.       
                ชนิกา คําพุฒ และนวพร คําเมือง. / “การแก้ไขข้อบกพร่องในการเขียนภาษาไทยของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. ” / วิจัยในชั้นเรียน. / มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์,๒๕๕๑.
                ผู้ช่วยศาสตร์ตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ. เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว. นนทบุรี :บริษัทเฟิสท์ออฟเสท ( ๑๙๙๓ ) จำกัด. ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๖.
               


บทที่ 5

บทที่ 5
สรุปผลการศึกษา และข้อเสนอแนะ

            การวิจัยเรื่อง การศึกษาแนวทางการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านงิ้วสูง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ สรุปผลการศึกษา และข้อเสนอแนะ ดังนี้

๑.สรุปผลการศึกษา

                ระยะที่ ๑ ศึกษาสาเหตุปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ เก็บข้อมูลจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์การอ่านการเขียนจากแบบทดสอบที่ สร้างขึ้น การสังเกต การสอบถาม และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวนักเรียนรายบุคคล พบว่า
(๑)     นักเรียน คือ ขาดเรียนบ่อย อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จำตัวอักษรไม่ได้ พูดไม่ชัด ขี้เกียจในการอ่านการเขียน จำตัวอักษรได้เป็นบางตัวแต่อ่านเป็นคำที่มีหลายคำไม่ได้ เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ เช่นสมาธิสั้น
(๒)  เด็กวันนี้สมาธิสั้น ภาพอิเล็กทรอนิกส์จะกระตู้นภาวะการรับรู้ของเด็กให้เคลื่อนที่เร็วตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดภาวะจิตเร็วหรือจิตไม่นิ่งตั้งแต่วัยเด็กเล็ก
                 (๓) ครอบครัว คือ ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ครอบครัวมีฐานะยากจน ครอบครัวขาดความอบอุ่น พ่อแม่หย่าร้างกัน อาศัยอยู่กับตายายหรือญาติที่ไม่ให้ความสนใจในด้านการอ่านการเขียน ไม่ได้รับ การฝึกอ่านฝึกเขียนจากครอบครัว สมาชิกในครอบครัวเกือบทุกคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
                (๔) ครูผู้สอน คือ ระดับประถมศึกษานักเรียนไม่ได้รับการฝึกทักษะอ่านฝึกเขียนจากครูที่ดีพอ ครูมีภาระการสอนมากและมีงานพิเศษอื่นมากจึงไม่ค่อยเรียน
               
                ระยะที่ ๒ ศึกษาแนวทางวิธีการรูปแบบการแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ ดำเนินการเก็บข้อมูล พบว่า แนวทางที่แก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ โดยการสอน ซ่อมเสริมด้วยแบบฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนตามขั้นตอนจากง่ายไปหายาก คือ
                (๑) การอ่าน ด้วยอ่านคำประกอบภาพ อ่านประโยคความเดียวประกอบภาพ อ่านประโยคความรวมประกอบภาพ นำประโยคความรวมมารวมกันเป็นข้อความเพื่ออ่านทบทวนข้อความโดยไม่มีภาพประกอบ อ่านบทร้อยกรองและตอบคำถามจากบทร้อยกรองที่อ่าน
                 (๒) การเขียน ด้วยการโยงคำกับภาพ เติมพยัญชนะหรือสระ เขียนคำจากภาพ เติมคำให้เป็นประโยค แต่งประโยคจากภาพ เลือกเติมคำ ในช่องว่าง เขียนเรื่องจากภาพ และเขียนเรื่องตามจินตนาการ
๘๘
รวมทั้งกระบวนการดำเนินงานแก้ไข ผู้วิจัยร่วมกับคณะกรรมการดำเนินงานด้วยกิจกรรมที่สำคัญ คือ การสอนซ่อมเสริมทุกวันพุธ ที่ห้องปฏิบัติการภาษาไทย ครูร่วมกันสอน ซ่อมเสริม ๓ คน โดยครูคนที่ ๑ นำเสนอเนื้อหาหรือหลักการอ่านและเขียนภาษาไทยแต่ละเรื่อง ที่หน้าชั้นเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ และสื่ออื่น ๆ เช่น เกม บัตรคำ ภาพประกอบ สื่อคอมพิวเตอร์  ส่วนครูคนที่ ๒-๓ ดูแลช่วยเหลือเกี่ยวกับการอ่านและการเขียนแก่นักเรียนแต่ละกลุ่ม (สอนในรูปทีม) การประชุมคณะกรรมการดำเนินงานสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง เพื่อร่วมกันแก้ไขปรับปรุงการ แก้ไข การสนับสนุนการสอนซ่อมเสริม และสะท้อนผลกลับให้การดำเนินงานมีกิจกรรมที่เหมาะสม ยิ่งขึ้น ตลอดจนคณะกรรมการดำเนินงานได้เพิ่มเติมกิจกรรมการอ่านและเขียนให้ครูผู้สอนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ทุกคนและทุกรายวิชา ได้เพิ่มจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนทุกชั่วโมง ที่สอน รวมทั้งร่วมกับห้องสมุดโรงเรียนจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแก่นักเรียนทุกระดับชั้น เพื่อส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและปลูกฝังกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
               
                ระยะที่ ๓ ศึกษาผลการจัดกิจกรรมแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านงิ้วสูง  ประกอบด้วย
                ๑. ประสิทธิภาพของ การจัดกิจกรรมแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีค่าเท่ากับ ๘๐/๗๖ สูงกว่าเกณฑ์ ๗๐
                ๒. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการจัดกิจกรรม แก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านออกเขียนได้หลังการจัด กิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม
                 ๓. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก รายข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ชอบแบบฝึกทำให้นักเรียนสนุกสนานกับ การเรียนเกี่ยวกับการอ่านและเขียนภาษาไทยได้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น รองลงมา คือ ชอบที่การจัด กิจกรรมช่วยให้นักเรียนได้ฝึกวิธีการอ่านและเขียนภาษาไทยที่ถูกต้องและมั่นใจในการเรียนรู้ ของตัวเองยิ่งขึ้น รายข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ นักเรียนชอบที่ได้รับทราบและปรับปรุงการเรียนรู้ จากการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในแต่ละชั่วโมง รองลงมา คือ นักเรียน ชอบเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนภาษาไทยในแต่ละชุด
                ๒. ข้อเสนอแนะ
                ๒.๑ ข้อเสนอแนะในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติและติดตามผล

๘๙
                ๒.๑.๑ ควรนำผลการวิจัยในครั้งนี้ไปใช้กับผู้เรียนที่มีปัญหาในการอ่านและ การเขียนภาษาไทย ควรปรับใช้ให้เหมาะสมกับความสามารถและสภาพความพร้อมที่จะได้รับการ พัฒนาที่แตกต่างกัน
                 ๒.๑.๒ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรพิจารณาความเหมาะสมด้านเวลา เพื่อให้ โอกาสกับผู้เรียนอย่างเต็มที่ในการฝึกอ่านและฝึกเขียนตามลำดับ เพราะการเรียนรู้ภาษาต้องให้เวลา  ในการทบทวนและฝึกซ้ำๆ ด้วยตนเอง
                ๒.๑.๓ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ควรสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ทำให้ ผู้เรียนกลุ่มดังกล่าวมีเจตคติที่ดีต่อการเรียน ไม่เกิดความอายหรือเป็นปมด้อย เพราะถ้าผู้เรียน มีเจตคติที่ดีแล้ว การเรียนรู้ก็จะประสบผลสำเร็จ
                ๒.๑.๔ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ควรมีการส่งเสริมให้หน่วยงานอื่นให้การ สนับสนุนด้านปัจจัยในการดำเนินโครงการอ่านออกและเขียนได้แก่สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
                ๒.๑.๕ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ควรมีนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงานโครงการอ่านออกและเขียนได้อย่างต่อเนื่องทุกปี และมีการ กระตุ้นเสริมแรงอยู่เสมอ
                 ๒.๑.๖ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรมีการกำกับ ติดตาม และให้การนิเทศ อย่างใกล้ชิดในการดำเนินโครงการพัฒนาการอ่านออกและเขียนได้แก่นักเรียนแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
                 ๒.๑.๗ ผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญและสร้างความตระหนักให้ครูผู้สอนได้ บูรณาการการอ่านในกระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลในทุกรายวิชาอย่างจริงจัง รวมทั้งมีการนิเทศ ติดตามอย่างต่อเนื่อง และจัดหาปัจจัยในการดำเนินงานที่เหมาะสมและเพียงพอ
                 ๒.๒ ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป
                ๒.๒.๑ ควรมีการสร้างสื่อพัฒนาทักษะในการอ่านและการเขียน โดยใช้กระบวนการ ทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ใช้งานง่าย มีหน่วยการเรียนที่สั้น มีขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อพัฒนานักเรียนที่ มีปัญหาในการอ่านและการเขียนภาษาไทยเป็นรายบุคคลตามสภาพความสามารถของผู้เรียน
                 ๒.๒.๒ ควรมีการส่งเสริมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคการสอนอ่านและเขียน ภาษาไทยที่ได้ผลดีสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาด้านการอ่านและการเขียน และเผยแพร่กระบวนการ ดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมให้ทุกโรงเรียน
                ๒.๒.๓ ควรศึกษาพัฒนารูปแบบการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ร่วมกันระหว่างโรงเรียนที่เปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับเป็นแนวทางการดำเนินงานที่มี ประสิทธิภาพร่วมกัน
๙๐
                ๒.๒.๔ ควรมีการศึกษาการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน หรือสถานศึกษาระดับอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหานักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และ เป็นการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนที่เหมาะสมและยั่งยืน
                ๒.๒.๕ ควรศึกษาการแก้ปัญหานักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จากความร่วมมือ  ของผู้ปกครองมากยิ่งขึ้น เพราะผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการช่วยปลูกฝังและส่งเสริมการอ่าน และเขียนที่เหมาะสมให้แก่บุตรหลาน และเป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี
                 ๒.๒.๖ ควรจัดหากิจกรรมหรือสื่อที่หลากหลายทั้งสื่อสิ่งตีพิมพ์ สื่อคอมพิวเตอร์ช่วย สอน และการอ่านและเขียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ให้มีจำนวนเพียงพอและเหมาะสมกับนักเรียน เพื่อ กระตุ้นจูงใจและส่งเสริมให้นักเรียนมีความสนใจในการอ่านและเขียนที่ยั่งยืน เห็นความสำคัญของการ อ่าน และพัฒนาการอ่านของตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งรู้จักแสวงหาความรู้ด้านต่าง ๆ ด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนได้รับความรู้ ข้อมูล ข่าวสารใหม่ ๆ ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและ จะส่งเสริมให้นักเรียนอ่านออกเขียนคล่องตลอดไป


บทที่ 4

บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

                การวิจัยเรื่องการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านงิ้วสูง ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ ดังนี้
                ๑. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
                ๒. ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
                ๓. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
                สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
                เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการแปลความหมาย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้รายงาน จึงกำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
                X แทน ค่าเฉลี่ย
                S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
                E1 แทน ค่าประสิทธิภาพกระบวนการของการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาที่อ่าน ไม่ออกเขียนไม่ได้                 E2 แทน ค่าประสิทธิภาพผลลัพธ์ของการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาที่อ่านไม่ ออกเขียนไม่ได้
                N แทน จำนวนของนักเรียนทั้งหมด
                SD แทน ผลรวมของคะแนนที่แตกต่างกัน
                ลำดับขั้นตอนในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
                ระยะที่ ๑ ศึกษาสาเหตุปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ เก็บข้อมูลจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์การอ่านการเขียนจากแบบทดสอบที่สร้างขึ้น การสังเกต การสอบถาม และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวนักเรียนรายบุคคล
                 ระยะที่ ๒ ศึกษาแนวทางวิธีการรูปแบบการแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ ดำเนินการเก็บข้อมูล จากแบบฝึกประกอบการสอนซ่อมเสริม ที่ผ่านกระบวนการสร้างและนำไป ทดลองใช้หาคุณภาพ (Pilot Study) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างจริง แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินความเหมาะสมและความสอดคล้อง ด้วยการ วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วน าค่าเฉลี่ยมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ กำหนด
                ระยะที่ ๓ ศึกษาผลกิจกรรมการสอนซ่อมเสริมโดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยการนำผล การวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งแบบสถิติและพรรณนาวิเคราะห์ไปหาข้อสรุปเพื่อเป็นข้อมูลในการวิจัยต่อไป
๘๖


ผลการวิเคราะห์
ตารางที่ ๑ ผลการทดสอบก่อนเรียน

ลำดับที่
คะแนนก่อนสอบ( ๒๐)
๑
๑๐
๒
๙
๓
๖
๔
๑๒
๕
๗
๖
๘
๗
๑๖
๘
๑๓
๙
๕
๑๐
๑๔
๑๑
๑๖
๑๒
๑๑

ผลจากทำการทดสอบก่อนเรียน
                จากผลการทดสอบก่อนเรียนของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านงิ้วสูง จากประชากรจำนวน ๑๒ คน พบว่ามีเด็กจำนวน ๕ คน ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินแบบทดสอบก่อนเรียน คิดเป็นร้อยละ ๔๑ ของจำนวนเด็กนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

๘๖

ตาราง ๒  คะแนนการอ่านและเขียนจากการจัดกิจกรรมแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ของชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  โรงเรียนบ้านงิ้วสูง

ลำดับที่
บทที่๑
(๑๐)
บทที่๒
(๑๐)
บทที่๓
(๑๐)
บทที่๔
(๑๕)
บทที่๕
(๑๕)
คะแนนก่อนสอบ
(๒๐)
คะแนน
หลัง
สอบ
(๒๐)
รวม
คะแนน
(๑๐๐)
๑
๘

๙
๙
๑๔
๑๔
๙
๑๗
๘๐
๒
๙
๗
๙
๑๕
๑๔
๖
๑๗
๗๗
๓
๘
๙
๙
๑๔
๑๕
๗
๑๘
๘๐
๔
๙
๙
๙
๑๔
๑๔
๘
๑๙
๘๒
๕
๗
๙
๘
๑๔
๑๕
๕
๑๘
๗๖


















ตารางที่ ๓ ผลการสรุปคะแนน

ลำดับที่
คะแนนก่อนสอบ (๒๐)
คะแนนหลังสอบ (๒๐)
คะแนนรวม
(๑๐๐)
ค่าเฉลี่ย
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค่าร้อยล่ะ
๑
๙
๑๗
๘๐
๑๐.๔๒
๒.๓๒
๘๐
๒
๖
๑๗
๗๗
๑๑

๗๗
๓
๗
๑๘
๘๐
๑๐.๘๒
๒.๓๒
๘๐
๔
๘
๑๙
๘๒
๑๑.๗๕
๒.๓๔
๘๒
๕
๕
๑๘
๗๖
๑๐.๘๕

๗๖
ค่า E1/E2




๘๗
                จากตาราง ๓ แสดงว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านงิ้วสูง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มีประสิทธิภาพกระบวนการ/ผลลัพธ์ เท่ากับ ๘๒/๗๖ สูงกว่าเกณฑ์ ๗๐ ที่กำหนดไว้ แสดงว่า การจัดกิจกรรมแก้ปัญหาที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทางวิชาการกำหนด และนักเรียนได้รับการพัฒนาการอ่านและเขียนบรรลุตรงตามจุดประสงค์ ของการวิจัยที่กำหนดไว้ และตรงตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า  การวางแผนงาน ผู้วิจัยได้มีการศึกษากรอบนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ สภาพปัจจุบันและปัญหาของโรงเรียน ประเมินสถานภาพของโรงเรียน เพื่อหาความต้องการจำเป็น แล้ววัดทิศทาง การพัฒนา กำหนดเป็นนโยบายโรงเรียนในด้านการ ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน แผนงาน โครงการต่าง ๆ เกิดจากการร่วมคิดร่วมทำของคณะกรรมการและ ผู้ที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐานที่ว่า การจัดทำแผนกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลคือ การมีส่วนในการดำเนินการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ประเมินผลการจัด